เรื่อง ความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรื่อง “มาตรการเชิงรุก-เชิงรับ สำหรับสินค้าเกษตร (ยางพารา) เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน"
วันที่มีมติ ๑๙/๐๘/๒๕๕๖
ส่วนราชการเจ้าของเรื่อง สสป
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรื่อง "มาตรการเชิงรุก - เชิงรับ สำหรับสินค้าเกษตร (ยางพารา) เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" และรับทราบความเห็น ผลการพิจารณา และผลการดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง องค์การสวนยาง กรมวิชาการเกษตร และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยในส่วนความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาฯ มีดังนี้
๑. ปรับปรุงกฎระเบียบ นโยบาย โครงสร้างองค์กร ในการบริหารจัดการสินค้าเกษตร (ยางพารา) ทั้งระบบให้เข้มแข็ง โดย
๑.๑ เร่งรัดผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทยผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และมีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติโดยเร็ว เพราะจะส่งผลให้อุตสาหกรรมยางพารา ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างเป็นระบบ
๑.๒ ส่งเสริมให้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายวิสาหกิจ (Cluster) ที่มีการกำหนดทิศทาง เป้าหมาย รวมทั้งกลยุทธ์ในการพัฒนาร่วมกัน
๑.๓ ส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร (ยางพารา) ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๘๔ (๑๔) ในการทำอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางขั้นปฐม
๑.๔ ส่งเสริมในด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเน้นการวิจัยเพื่อให้มีการปรับตัวและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การแข่งขันเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
๑.๕ ส่งเสริมให้มีการเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่และลดต้นทุนการผลิต พร้อมทั้งส่งเสริมเกษตรกรมีการแปรรูปยางให้มากขึ้นภายใต้การควบคุมผลผลิตให้มีมาตรฐาน
๑.๖ จัดระบบการบริหารเงินสงเคราะห์การทำสวนยาง (CESS) ควบคู่กับทำการศึกษาแนวทางการจัดเก็บเงินสงเคราะห์การทำสวนยาง ในการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงโครงสร้างอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ และความได้เปรียบเสียเปรียบทางการค้าระหว่างประเทศ
๑.๗ กำหนดทิศทางและนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางของภาครัฐ ให้มีความชัดเจนและต่อเนื่อง
๑.๘ รัฐควรเตรียมความพร้อมในระบบขนส่งและการบริหารจัดการระบบขนส่ง (Logistics) ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงระบบศุลกากรและการอำนวยความสะดวก
๑.๙ ทบทวนข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายบทบัญญัติที่เป็นอุปสรรคต่อการเปิดเสรีในเรื่องยาง โดยเฉพาะการห้ามนำยางเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการเคลื่อนย้ายสินค้าในอาเซียน
๒. ยกระดับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน โดย
๒.๑ ให้ผู้แทนประเทศผู้ผลิตยางพาราทั้งหมดในอาเซียน เข้ามามีส่วนร่วมการจัดทำ Road Map ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่ประเทศมาเลเซียเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดทำ
๒.๒ ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานร่วมกันขององค์กรยางพารา ๓ ประเทศ (ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย) และบริษัทร่วมทุน รวมถึงควรเชิญประเทศผู้ผลิตยางพาราทั้งหมดในอาเซียนเข้าร่วมในองค์กร/บริษัทร่วมทุน เพื่อเป็นการผนึกกำลังภายในกลุ่มอาเซียนให้มีความเป็นเอกภาพเรื่องราคา
๒.๓ ควรประสานความร่วมมือด้านการบริหารจัดการระบบขนส่ง (Logistics) เน้นประสิทธิภาพการขนส่งทางบก ทางน้ำ และทั้งระบบ โดยการบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
๒.๔ ยกระดับเพื่อกำหนดมาตรฐานวิชาชีพยางในกลุ่มประเทศอาเซียน ส่งเสริมความรู้ทางวิชาการยางของ กลุ่มประเทศอาเซียนให้แพร่หลายและเป็นที่รู้จัก ตลอดจนส่งเสริมการจัดตั้งสมาคมนักวิชาการด้านยางพาราของอาเซียน เพื่อพัฒนาผลงานและแลกเปลี่ยนความรู้/เทคโนโลยีระหว่างกัน
๒.๕ เน้นการมีจุดยืนร่วมกันในเวทีโลก โดยเป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ที่มีการประสาน/มีอำนาจต่อรองกับผู้ใช้ยางธรรมชาติในโลก รวมถึงส่งเสริมให้ประเทศไทยในฐานะผู้นำการส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก เป็นศูนย์กลางยางพาราโลก
--------------------------
ที่มา: สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
http://www.cabinet.thaigov.go.th