วันนี้ (7 ก.ย. 69) ณ ห้องประชุมรัษฎา การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ (กยท.) – นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร ให้การต้อนรับและเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการยางพาราสำหรับเกษตรกรรายย่อย “Thai Smallholder Rubber Project” (PSC) ครั้งที่ 3 โดยมี Mr. Tom Corrie, Head of Cooperation Section ผู้แทนจากสหภาพยุโรป (EU Commission) สถาบันป่าไม้ยุโรป (EFI) และหน่วยงานภาครัฐของไทยที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมเพื่อทบทวนความคืบหน้าโครงการและกำหนดทิศทางการดำเนินงานในการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้มีความพร้อมต่อกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) พร้อมประกาศเตรียมเดินหน้าความร่วมมือในเฟสที่ 2 ซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นในปี 2570
นายโกศล กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยและสหภาพยุโรปในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยสามารถบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงแนวปฏิบัติด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับข้อกำหนด EUDR อันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรป ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตยางพาราอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ทั้งนี้ โครงการ PSC มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถของเกษตรกรรายย่อยให้สามารถปรับตัวและเตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนดด้านการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability Platform) และการยกระดับองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร เพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตและจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก
“การดำเนินงานความร่วมมือโครงการนี้ ทำให้ กยท. ได้เห็นภาพรวม ช่องว่างอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นต่อการดำเนินงานกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ดังนั้น จำเป็นต้องเร่งผลักดันให้เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยของไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้โดยเร็ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสในการส่งออกสินค้ายางพาราของไทยเข้สู่ตลาดสหภาพยุโรปได้อย่างมั่นใจต่อไป” นายโกศล กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน Mr. Tom Corrie กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและ กยท. ในเฟสที่ 1 ใกล้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ หลังดำเนินโครงการมาแล้วกว่า 20 เดือน ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่กฎระเบียบ EUDR เตรียมเข้าสู่การบังคับใช้ โดยคาดว่าสินค้าเกษตรจากเกษตรกรรายย่อยของไทยที่มีความพร้อมและผ่านข้อกำหนด EUDR จะสามารถเข้าสู่ตลาดยุโรปได้ พร้อมกันนี้ ได้กล่าวชื่นชมประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้าน EUDR และกฎระเบียบสีเขียวของสหภาพยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการเข้าถึงกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่ต้องการข้อมูลและการสนับสนุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการ นอกเหนือจากการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปแล้ว ด้านทุนและโครงการจากหน่วยงานภาครัฐของไทยยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สำหรับก้าวต่อไป คณะผู้แทนสหภาพยุโรปได้ประกาศสนับสนุนการดำเนินงานต่อเนื่องใน เฟสที่ 2 ต่อไป คณะผู้แทนสหภาพยุโรปได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า
จะสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยต่อเนื่องใน เฟสที่ 2 ของโครงการ ซึ่งวางแผนให้เริ่มต้นในช่วงต้นปีหน้า โดยยังคงให้ สถาบันป่าไม้แห่งยุโรป (European Forest Institute หรือ EFI) เป็นผู้ดำเนินโครงการเช่นเดิม ต่อยอดจากความร่วมมือที่มีอยู่กับหน่วยงานไทย โดยจะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมสินค้าเพิ่มเติม เช่น ปาล์มน้ำมัน กาแฟ ไม้ยางพารา เป็นต้น พร้อมทั้งให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ ระบบ National Single Window ด้าน EUDR ของไทย
“EU ยินดีเปิดรับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเพื่อร่วมผลักดันให้เกษตรกรรายย่อยเข้าใกล้แนวทางการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น ย้ำว่าทีมงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปทุกคน ตั้งใจเดินหน้าโครงการปัจจุบันให้สำเร็จลุล่วงภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ และหวังว่าบทเรียนจากเฟสแรกจะถูกนำไปต่อยอดกับสินค้าอื่น ๆ ภายใต้ EUDR ในเฟสถัดไป อียูพร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรไทยอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยที่ยังต้องการความช่วยเหลือสามารถอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่ส่งออกไปยังตลาดอียูภายใต้กฎ EUDR ได้ต่อไป” Mr. Tom Corrie กล่าวทิ้งท้าย
ที่มา https://new.raot.co.th/news/public_relations-22926/