กยท.เร่งฐานข้อมูลยาง 1.4 ล้านราย รับกติกา EUDR รักษาตลาด EU


กยท.เร่งฐานข้อมูลยาง 1.4 ล้านราย รับกติกา EUDR รักษาตลาด EU

“สุริยะ” ลงพื้นที่สงขลา ชูแนวคิด “อารยเกษตร” เปลี่ยนสวนยางเชิงเดี่ยวสู่เกษตรผสมผสาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง และบริหารน้ำ สร้างรายได้หมุนเวียน ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 75,000 ไร่ ขณะที่ กยท.ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 15,290 บาทต่อไร่ต่อปี พร้อมเร่งความพร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับรองรับ EUDR หลังไทยถูกจัดอยู่กลุ่ม Low-Risk และมีส่วนแบ่งตลาดยางธรรมชาติใน EU เฉลี่ย 20.3%

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์กองทุนสวนยางคลองช้าง จำกัด ตำบลบางเหรียง อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา พร้อมมอบนโยบายยกระดับรายได้ชาวสวนยางผ่านแนวคิด “สวนยางอารยเกษตร” ภายใต้นโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย”

“อารยเกษตร” คือการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีและงานวิจัย เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยกระทรวงเกษตรฯ ผ่านการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ได้ขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวในพื้นที่ปลูกยางอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายสำคัญคือการลดการพึ่งพารายได้จากยางพาราเพียงอย่างเดียว และปรับพื้นที่สวนยางไปสู่การใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ทั้งการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง หรือกิจกรรมเกษตรอื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมถึงบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

อารยเกษตรขยายแล้วกว่า 75,000 ไร่
ปัจจุบันมีเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยนำพื้นที่เข้าร่วมโครงการอารยเกษตรกว่า 75,000 ไร่ โดยสามารถดำเนินการได้ทั้งสวนยางก่อนเปิดกรีดและหลังเปิดกรีด ผ่านการปลูกพืชร่วม พืชแซม หรือกิจกรรมทางการเกษตรอื่นในพื้นที่ว่างที่เกื้อกูลกับสวนยาง

กระทรวงเกษตรฯ มองว่า รูปแบบดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีรายได้หมุนเวียนมากกว่าการพึ่งผลผลิตยางเพียงทางเดียว รวมถึงเป็นฐานสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนในการทำสวนยาง

ทั้งนี้ กยท.ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลยางพาราทั้งระบบ ตั้งเป้ารักษาเสถียรภาพราคาและเพิ่มรายได้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 15,290 บาทต่อไร่ต่อปี

เร่งรับมือ EUDR รักษาตลาดยาง EU
ขณะเดียวกัน นายสุริยะระบุว่า อีกโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมยางไทยคือกฎหมาย EUDR เนื่องจากยางพาราเป็นหนึ่งใน 7 กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่นำเข้าสหภาพยุโรป และต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ได้

ปัจจุบันคณะกรรมาธิการยุโรปจัดประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม “Low-Risk” หรือความเสี่ยงต่ำ โดยสินค้าไทยจะถูกสุ่มตรวจที่ด่านศุลกากรของสหภาพยุโรป 1% ซึ่งช่วยลดทั้งต้นทุนและระยะเวลาให้แก่ผู้นำเข้า

ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2564-2568 ไทยมีส่วนแบ่งตลาดยางธรรมชาติในสหภาพยุโรปเฉลี่ย 20.3% และในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 1,800 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ

กยท.มีทะเบียนเกษตรกร 1.4 ล้านราย
นายสุริยะกล่าวว่า กยท.ต้องเร่งสร้างความพร้อมเชิงระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการตรวจสอบย้อนกลับและพิสูจน์แหล่งที่มาของสินค้ายางตามข้อกำหนด EUDR

ปัจจุบัน กยท.ขึ้นทะเบียนเกษตรกรและสวนยางแล้วมากกว่า 1.4 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางกว่า 15.5 ล้านไร่

ฐานข้อมูลดังกล่าวมีการจัดเก็บพิกัดภูมิศาสตร์ของแปลง หรือ Geolocation อายุและพันธุ์ยาง รวมถึงข้อมูลผลผลิต เพื่อใช้ประกอบการพิสูจน์ว่าผลผลิตไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่าตามข้อกำหนดของ EUDR

นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มซื้อขาย TRT หรือ Thai Rubber Trade ผ่านตลาดกลางยางพารา 8 แห่ง และเครือข่ายตลาดมากกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ

ผู้ประกอบการพร้อมขายยาง EUDR 637 แห่ง
ปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบกิจการยางที่พร้อมจำหน่ายสินค้า EUDR ประมาณ 637 แห่งทั่วประเทศ เพื่อออกเอกสารรับรองแหล่งที่มา

ขณะที่มาตรฐาน Thai Rubber Traceability ถูกนำมาใช้ยกระดับการบริหารจัดการสินค้ายางให้สอดคล้องกับข้อกำหนด EUDR

หนึ่งในตัวอย่างคือสหกรณ์กองทุนสวนยางคลองช้าง ซึ่งเป็นสหกรณ์แห่งแรกของจังหวัดสงขลาและภาคใต้ตอนล่างที่ได้รับการรับรอง Thai Rubber Traceability พร้อมทำหน้าที่เป็นต้นแบบในการรวมกลุ่มเกษตรกร เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบยาง และยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการสินค้า

สั่งเร่งอุดช่องว่างฐานข้อมูล
อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ เห็นว่ายังมีประเด็นเรื่องความครบถ้วนและความเป็นปัจจุบันของฐานข้อมูลที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

นายสุริยะจึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลให้ครบถ้วนและทันสมัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการตรวจสอบย้อนกลับ รักษาความสามารถในการแข่งขันของยางพาราไทย และเพิ่มมูลค่าการส่งออกในระยะยาว

ที่มา https://www.prachachat.net/economic/news-2061106


















04/09/2026