ยางพาราเจอแรงบีบ ฝนหนุน-น้ำมันพยุง แต่ดีมานด์โลกยังแผ่ว


ยางพาราเจอแรงบีบ ฝนหนุน-น้ำมันพยุง แต่ดีมานด์โลกยังแผ่ว

KEYPOINTS
  • ราคายางพาราแกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากปัจจัยบวกและลบยังคงหักล้างกัน
  • อุปสงค์ในตลาดโลกที่ยังคงอ่อนแอเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อราคา
  • ราคาได้รับการพยุงจากปริมาณผลผลิตที่ลดลงเพราะฝนตกหนัก และราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูงซึ่งส่งผลต่อต้นทุนยางสังเคราะห์

นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ ราคายางพารา วันที่ 3 กันยายน 2569 ว่า ภาพรวมตลาดยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบและมีแนวโน้มแกว่งตัวออกข้าง (Sideway) เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่ชัดเจนเข้ามาผลักดันราคา

นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)

แม้ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ยางพาราในตลาดโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ยังมีปัจจัยบวกเข้ามาช่วยประคอง โดยเฉพาะ ฝนตกหนักในพื้นที่ปลูกยาง ส่งผลให้การกรีดยางทำได้จำกัด ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูงช่วยพยุงราคายางธรรมชาติผ่านต้นทุนยางสังเคราะห์

ราคายางพาราวันนี้ เปิดตลาดลบเล็กน้อย
จากการตรวจสอบราคายางพารา ณ เวลา 09.30 น. พบว่า ราคายางแผ่นและยางดิบเปิดตลาดปรับตัวลดลงเล็กน้อย ขณะที่น้ำยางสดและยางก้อนถ้วยยังทรงตัว

ยางแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน) 85.50 บาท/กก. ลดลง 0.25 บาท
ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 83.00 บาท/กก. ลดลง 0.25 บาท
น้ำยางสด 78.50 บาท/กก. ทรงตัว
ยางก้อนถ้วย DRC 100% 72.00 บาท/กก. ทรงตัว
ยางก้อนถ้วย DRC 70% 50.40 บาท/กก. ทรงตัว
 
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจาก ผลประมูลยางแผ่นรมควันชั้น 3 ในวันที่ 3 กันยายน 2569 จะเห็นว่าแรงซื้อในตลาดจริงยังมีอยู่ โดยราคาประมูลขยับขึ้นจากวันก่อนหน้าในหลายตลาด

เปิดผลประมูลยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาแตะ 83.61 บาท
สำหรับผลการประมูลยางแผ่นรมควันชั้น 3 ใน 3 ตลาด พบว่า บริษัท จี ที รับเบอร์ จำกัด สามารถคว้าชัยในตลาดสงขลาและนครศรีธรรมราช ด้วยราคา 83.60 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 0.20 บาทจากวันก่อนหน้า

ตลาดสงขลา (สข.) ผู้ชนะประมูล ได้แก่ บริษัท จี ที รับเบอร์ จำกัด เสนอราคา 83.60 บาท/กก. เพิ่มขึ้น 0.20 บาท ขณะที่ราคาของมือรองจาก กยท./กรย. อยู่ที่ 83.60 บาท/กก.

ตลาดนครศรีธรรมราช (นศ.) ผู้ชนะยังเป็น บริษัท จี ที รับเบอร์ จำกัด ที่ราคา 83.60 บาท/กก. เพิ่มขึ้น 0.20 บาท ส่วนมือรองจาก กยท./กรย. อยู่ที่ 83.60 บาท/กก.

ขณะที่ ตลาดสุราษฎร์ธานี (สฎ.) การแข่งขันประมูลขยับขึ้นเล็กน้อย โดย นายทศพล แซ่เอียะ คว้าชัยที่ราคา 83.61 บาท/กก. เพิ่มขึ้น 0.19 บาท ขณะที่บริษัท จี ที รับเบอร์ จำกัด เป็นมือรอง เสนอราคา 83.60 บาท/กก.

ผลประมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ราคาหน้าตลาดจะเปิดอ่อนตัว แต่ในฝั่งการประมูลยังมีแรงซื้อที่สามารถดันราคาให้ขยับขึ้นได้เล็กน้อย โดยเฉพาะตลาดสุราษฎร์ธานีที่ราคาผู้ชนะสูงกว่ามือรองเพียง 0.01 บาท/กก. สะท้อนการแข่งขันที่สูสีและตลาดยังอยู่ในภาวะรอดูทิศทาง

ฝนหนุนซัพพลายหด แต่น้ำมันคือแรงพยุง
นายโกศล กล่าวว่า ปัจจัยบวกที่ยังช่วยประคองตลาดคือสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ซึ่งกระทบต่อการกรีดยางโดยตรง ทำให้ปริมาณยางเข้าสู่ตลาดลดลง ถือเป็นแรงหนุนด้านอุปทานในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังทรงตัวในระดับสูงจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงราคายางธรรมชาติ เนื่องจากยางสังเคราะห์มีต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน

แต่แรงหนุนดังกล่าวยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจาก อุปสงค์ยางพาราโลกที่ยังเปราะบาง โดยเฉพาะความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ แม้ดัชนีภาคการผลิตของจีนในเดือนสิงหาคมจะปรับตัวดีขึ้นและการหดตัวชะลอลง แต่ยังสะท้อนว่ากำลังซื้อยังไม่ได้กลับมาแข็งแกร่งเต็มที่

“ราคายาง” รอจังหวะชี้ทิศ จับตาสต๊อก-น้ำมัน-เศรษฐกิจโลก
สำหรับแนวโน้มระยะสั้น กยท.ประเมินว่า ราคายางแผ่นรมควัน น้ำยางสด และยางก้อนถ้วย ยังมีโอกาสเคลื่อนไหวแบบ Sideway เนื่องจากปัจจัยบวกและลบยังหักล้างกัน สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ทิศทางราคาน้ำมันดิบ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของประเทศคู่ค้า ตลอดจนทิศทางอุปสงค์จากจีน ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดแรงซื้อยางในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ปริมาณสต๊อกยางพารา และประเด็นสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยางก้อนถ้วยยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลทั้งต่อปริมาณยางในตลาด ต้นทุน และคุณภาพผลผลิตจึงต้องจับตาว่าแรงหนุนจาก “ฝนลดซัพพลาย-น้ำมันพยุงราคา” จะมีน้ำหนักมากพอที่จะดันราคายางผ่านแนวต้านสำคัญได้หรือไม่ ขณะที่แรงซื้อจากเศรษฐกิจโลกยังเป็นตัวแปรชี้ขาด หากอุปสงค์ยังไม่ฟื้น ราคายางมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบต่อไป

ที่มา https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/668092


















04/09/2026