“ขี้ยาง” ไม่ใช่ของถูกอีกต่อไป ARDA ดันวิจัยปั้นหวายเทียม อายุใช้ยาว 10 ปี


“ขี้ยาง” ไม่ใช่ของถูกอีกต่อไป ARDA ดันวิจัยปั้นหวายเทียม อายุใช้ยาว 10 ปี

ARDA หนุนงานวิจัยเปลี่ยน “ขี้ยาง” หรือยางก้อนถ้วย จากเดิมเกษตรกรขายได้เพียง 15-25 บาทต่อกิโลกรัม สู่ “เส้นหวายเทียมจากยางธรรมชาติ” ดันวัตถุดิบคุณภาพรับซื้อเพิ่มเป็น 30-50 บาทต่อกิโลกรัม และต่อยอดเป็นเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งราคาหลักร้อยถึงหลักพัน เพิ่มมูลค่าตลอดห่วงโซ่มากกว่า 30 เท่า พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ 3 วิสาหกิจชุมชนในปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สร้างงานกว่า 150 ราย

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติรายสำคัญของโลก มีพื้นที่ปลูกยางกว่า 23.8 ล้านไร่ และเกษตรกรชาวสวนยางมากกว่า 1.7 ล้านราย แต่ยางส่วนใหญ่ยังจำหน่ายในรูปวัตถุดิบ ซึ่งราคาผันผวนตามตลาดโลก

ความท้าทายของอุตสาหกรรมยางพาราไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณการผลิต แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบราคาต่ำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดและสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น

หนึ่งในโครงการที่ ARDA สนับสนุนคือ “การขยายผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์เส้นหวายเทียมกลิ่นหอม ทนเชื้อรา แบคทีเรีย แสงแดด และรังสียูวี จากยางธรรมชาติผสมเทอร์โมพลาสติก” โดยสนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยฟาฏอนี มีนายอัรฟัน หะสีแม เป็นหัวหน้าโครงการ ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

จุดเริ่มต้นมาจากการลงพื้นที่ศึกษาปัญหาเกษตรกรในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายยางก้อนถ้วยได้ในราคาต่ำ ขณะที่วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตเครื่องจักสานกลับประสบปัญหาหวายธรรมชาติขาดแคลนและมีต้นทุนสูง จึงเกิดการพัฒนา “เส้นหวายเทียมจากยางธรรมชาติ” เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนที่สามารถผลิตได้ในประเทศ

ผลจากการนำงานวิจัยไปใช้ ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตยางก้อนถ้วยคุณภาพสูงและมีราคารับซื้ออยู่ที่ 30-50 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมที่ขายได้ประมาณ 15-25 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะที่วิสาหกิจชุมชนสามารถผลิตเส้นหวายเทียมได้ประมาณ 250-300 กิโลกรัมต่อวัน สร้างมูลค่าการจำหน่ายไม่น้อยกว่า 7,500 บาทต่อวัน ก่อนนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตั้งแต่กระเช้าผลไม้ โซฟา เก้าอี้ ไปจนถึงโคมไฟ

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีราคาจำหน่ายตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อชิ้น รองรับตลาดเฟอร์นิเจอร์ โรงแรม รีสอร์ต และงานตกแต่งภายในที่ต้องการวัสดุทดแทนหวายธรรมชาติ ทำให้สามารถเพิ่มมูลค่าตลอดห่วงโซ่จากยางก้อนถ้วยไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายทางได้มากกว่า 30 เท่า

โครงการยังเชื่อมโยงวิสาหกิจชุมชน 3 แห่งในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงตลาดปลายทาง เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ยางในระดับพื้นที่

หวายเทียมอายุใช้งานไม่น้อยกว่า 10 ปี
นายอัรฟัน หะสีแม หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า เส้นหวายเทียมจากยางธรรมชาติสามารถขึ้นรูปได้หลากหลาย และปรับคุณสมบัติให้เหมาะสมกับการใช้งาน มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงหวายธรรมชาติ พร้อมจุดเด่นด้านการต้านทานเชื้อรา แบคทีเรีย แมลง แสงแดด และรังสียูวี

ผลิตภัณฑ์มีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 10 ปี ขณะที่หวายธรรมชาติมีอายุเฉลี่ยประมาณ 1-2 ปี และผ่านการทดสอบคุณสมบัติตามวิธีมาตรฐาน ASTM D1646 และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จึงพร้อมต่อยอดไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

ปัจจุบันมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังวิสาหกิจชุมชน 3 แห่ง และนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “PARASAN” เพื่อสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

สำหรับระยะต่อไป มีแผนพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากยางพาราไปสู่ผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น เช่น หลังคาเทียมจากยางพารา เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราไทยเพิ่มเติม

สร้างงานชุมชนกว่า 150 ราย
นางวรรลัดดา พรหมสุข รองประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปยางบ้านตาชี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวทำให้ชุมชนเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ขายวัตถุดิบ” มาเป็น “ผู้ผลิตสินค้านวัตกรรม” เกิดการจ้างงานกว่า 150 ราย และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่กลับมาประกอบอาชีพในบ้านเกิด พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ให้เป็นเครือข่ายการผลิตครบวงจร ตั้งแต่จัดหาวัตถุดิบ ผลิตเส้นหวายเทียม ไปจนถึงแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์

ปัจจุบันมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ PARASAN จำนวน 14 รายการ มีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 150 ราย และในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการจำหน่ายรวมกว่า 300,000 บาท พร้อมมีแผนขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดร.ทวีศักดิ์กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการสะท้อนให้เห็นว่า งานวิจัยและนวัตกรรมสามารถเป็นกลไกยกระดับภาคเกษตรจากการขายวัตถุดิบราคาต่ำ ไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ตลาด พร้อมสร้างอาชีพ การจ้างงาน และรายได้กลับเข้าสู่ชุมชน

“นี่คือบทบาทของ ARDA ในการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นการใช้ประโยชน์จริง สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน”

ที่มา https://www.prachachat.net/economic/news-2055239


















21/08/2026