ข้าวหอมมะลิยืน 1.7 หมื่น/ตัน ยางต่ำกว่า 88 บาท ปาล์มทรงตัวสูง ข้าวโพดร่วงแรง


ข้าวหอมมะลิยืน 1.7 หมื่น/ตัน ยางต่ำกว่า 88 บาท ปาล์มทรงตัวสูง ข้าวโพดร่วงแรง

KEYPOINTS
  • ราคาข้าวหอมมะลิทรงตัวในระดับสูงที่ประมาณ 17,000 บาทต่อตัน โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการส่งออกที่แข็งแกร่ง
  • ราคายางพาราปรับตัวลดลงต่ำกว่า 88 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
  • ราคาปาล์มน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จากภาวะผลผลิตตึงตัวและเข้าสู่ตลาดน้อย
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลงรุนแรงที่สุด โดยเป็นผลมาจากทิศทางราคาในตลาดโลกที่อ่อนตัวลง
สินค้าเกษตรไทยสัปดาห์ 27-31 กรกฎาคม 2569 ยังเคลื่อนไหวต่างทิศ "ข้าว-ปาล์มน้ำมัน" ยืนราคาในระดับสูงจากอุปสงค์แข็งแกร่ง ขณะที่ "ยางพารา" ปรับฐานจากแรงกดดันมาตรการภาษีสหรัฐฯ และ "ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" ราคาปรับลดลงตามตลาดโลก ส่วนสุกรขยับขึ้น ขณะที่ไก่เนื้อและไข่ไก่ทรงตัว จับตาสัปดาห์ 3-7 สิงหาคม แนวโน้มราคาส่วนใหญ่ยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด

"ฐานเศรษฐกิจ" เกาะติดความเคลื่อนไหวภาวะสินค้าเกษตรและราคาสินค้าเกษตรสำคัญของไทยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (27-31 ก.ค. 2569) พบว่าตลาดยังเคลื่อนไหวแตกต่างกันตามปัจจัยเฉพาะของแต่ละสินค้า โดยกลุ่มอาหารอย่างข้าวและปาล์มน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์และภาวะอุปทานตึงตัว

ขณะที่ยางพาราเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อ่อนตัวตามตลาดโลก ขณะที่สัปดาห์นี้ (3-7 สิงหาคม 2569) ราคาสินค้าส่วนใหญ่มีแนวโน้มทรงตัวในกรอบจำกัด ท่ามกลางการติดตามทิศทางเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาท และสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด

ข้าวยังแข็งแกร่ง ส่งออกหนุนราคา
ตลาดข้าวไทยยังรักษาระดับราคาได้ดีเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน โดย ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ 105 ความชื้น 15% ราคาเฉลี่ยทั่วประเทศทรงตัวที่ 17,738.33 บาทต่อตัน ส่วนข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ในแหล่งผลิตหลักยังเคลื่อนไหวที่ 8,900-9,300 บาทต่อตัน

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย รายงานว่า ราคาข้าวสารในประเทศยังทรงตัว โดยข้าวขาว 100% ชั้น 2 อยู่ที่กระสอบละ 1,420 บาท และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ อยู่ที่ 1,200 บาทต่อกระสอบ ขณะที่ราคาส่งออก (FOB) ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยข้าวสาร 100% ชั้น 2 จาก 468 เป็น 471 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ จาก 401 เป็น 404 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สะท้อนความต้องการซื้อจากต่างประเทศที่ยังแข็งแกร่ง แรงหนุนสำคัญมาจากความต้องการสะสมสต็อกอาหารของตลาดโลก รวมถึงการเร่งรวบรวมข้าวของโรงสีเพื่อส่งมอบตามสัญญาส่งออก

อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้คาดว่าราคาจะยังทรงตัวในระดับสูง โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ 105 เคลื่อนไหวในกรอบ 17,000-18,000 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกเจ้า 8,800-9,200 บาทต่อตัน แต่ยังต้องจับตา ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาอยู่ที่ 33.42 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก

ตลาดยางพาราปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยข้อมูลจาก การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ระบุว่า ผลการประมูลตลาดกลางยางพารา 3 จังหวัดหลัก เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ลดลง 1.25 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 87.55 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคายางแผ่นดิบชั้น 3 เฉลี่ยทั่วประเทศ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม อยู่ที่ 84.80 บาทต่อกิโลกรัม

ปัจจัยหลักมาจากความกังวลต่อมาตรการ Section 301 ของสหรัฐฯ ที่ปรับอัตราภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 12.5% ส่งผลให้ผู้ซื้อชะลอคำสั่งซื้อ ขณะที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

สัปดาห์นี้คาดว่าราคาจะยังเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways Down โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 84-88 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนน้ำยางสดอยู่ที่ 73-76 บาทต่อกิโลกรัม

ปาล์มน้ำมันยังร้อน ผลผลิตตึงตัว
ปาล์มน้ำมันยังเป็นสินค้าเด่นของตลาดเกษตรไทย โดยราคารับซื้อผลปาล์มทะลาย (น้ำมัน 18%) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 8.60-9.80 บาทต่อกิโลกรัม ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน

สาเหตุสำคัญเกิดจากภาวะ "ปาล์มขาดคอ" หรือผลผลิตเข้าสู่ระบบน้อย ทำให้โรงสกัดและลานเทแข่งขันรับซื้อวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดยังเป็น Seller's Market ที่ผู้ขายมีอำนาจต่อรองสูง

สำหรับสัปดาห์นี้ คาดว่าราคาจะยังทรงตัวในระดับสูงที่ 8.50-9.50 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีแรงสนับสนุนจากมาตรการกำกับการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบของภาครัฐ เพื่อรักษาปริมาณน้ำมันปาล์มในประเทศ

 ข้าวโพดร่วงตามตลาดโลก
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ปรับตัวลงแรงที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคา ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ ลดลงจาก หาบละ 792 บาท เหลือ 612 บาท

ขณะที่ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ รายงานว่า ตลาดล่วงหน้า CBOT เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 ลดลง 1.82% ปิดที่ 4.7175 ดอลลาร์ต่อบุชเชล หลังพยากรณ์อากาศระบุว่าสภาพอากาศในเขตเพาะปลูกมิดเวสต์ของสหรัฐฯ เอื้อต่อการเพาะปลูกและเพิ่มผลผลิต

แม้ราคาภายในประเทศจะลดลงมากในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่สัปดาห์นี้คาดว่าจะเริ่มทรงตัว หลังตลาดรับรู้ปัจจัยดังกล่าวไปในระดับหนึ่งแล้ว

สุกรขยับขึ้น ไก่-ไข่ทรงตัว
สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ รายงานว่า ผลผลิตสุกรยังต่ำกว่าความต้องการ ส่งผลให้ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับขึ้นอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม ในหลายภูมิภาค โดยภาคตะวันตกอยู่ที่ 68-70 บาท ภาคตะวันออก 70-73 บาท ภาคอีสาน 70 บาท ภาคเหนือ 72 บาท และภาคใต้ 74 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยไตรมาส 2 อยู่ที่ 71.78 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม แนวโน้มสัปดาห์นี้คาดว่าราคาจะทรงตัว

ด้าน กรมปศุสัตว์ รายงานว่า ราคาไก่เนื้อมีชีวิตหน้าฟาร์มยังอยู่ที่ 45 บาทต่อกิโลกรัม ลูกไก่เนื้อ 19.50 บาทต่อตัว และลูกไก่ไข่ 28 บาทต่อตัว ส่วนเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ยังคงราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มที่ ฟองละ 3.80 บาท โดยทั้งไก่เนื้อและไข่ไก่มีแนวโน้มทรงตัวในสัปดาห์นี้

จับตาค่าเงินบาท-เศรษฐกิจโลก
ภาพรวมสินค้าเกษตรไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มสินค้าอาหารยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะข้าวและปาล์มน้ำมัน ขณะที่ยางพาราและข้าวโพดยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ ทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และทิศทางตลาดสินค้าเกษตรโลก

สำหรับสัปดาห์ 3-7 สิงหาคม 2569 คาดว่าสินค้าเกษตรส่วนใหญ่จะยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด โดย ข้าว ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ มีแนวโน้มทรงตัว ขณะที่ ยางพารา ยังอยู่ในช่วงพักฐาน และ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีโอกาสทรงตัวหลังปรับลดลงแรงในสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามยังคงเป็นทิศทางค่าเงินบาท มาตรการการค้าของสหรัฐฯ ภาวะเศรษฐกิจโลก และสภาพอากาศในประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : การยางแห่งประเทศไทย (กยท.), สมาคมยางพาราไทย, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.), กรมการค้าภายใน, สมาคมโรงสีข้าวไทย, สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย, สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ, กรมปศุสัตว์, สำนักข่าวอินโฟเควสท์ และข้อมูลภาวะตลาดสินค้าเกษตรประจำสัปดาห์ วันที่ 27-31 กรกฎาคม 2569

ที่มา https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/665500


















03/08/2026