EV โลกดันยางล้อไทยโต สนค.ชี้แต้มต่อขึ้นฐานผลิตยางสมรรถนะสูง


EV โลกดันยางล้อไทยโต สนค.ชี้แต้มต่อขึ้นฐานผลิตยางสมรรถนะสูง

สนค.ประเมินอุตสาหกรรมยางล้อไทยรับอานิสงส์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกโต หนุนดีมานด์ยางล้อสมรรถนะสูงที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่ายางทั่วไป 1.2-1.5 เท่า ชี้ไทยมีแต้มต่อจากฐานยางธรรมชาติ ห่วงโซ่ผลิตครบวงจร และติดท็อป 3 ผู้ส่งออกยางล้อรถยนต์นั่งของโลก พร้อมเสนอแนวทาง “ทำตาม-ทำเพิ่ม-ทำต่าง” ดันไทยสู่ฐานผลิตยางล้อ EV ภูมิภาค

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค.ได้ศึกษาสถานการณ์การค้ายางล้อไทย เพื่อประเมินศักยภาพการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่การผลิต “ยางล้อสมรรถนะสูง” โดยใช้ความได้เปรียบของไทยเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตทั้งยางล้อทั่วไปและยางล้อสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV

ทั้งนี้ การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการยางล้อเปลี่ยนไปสู่สินค้าที่มีสมรรถนะสูงและมีคุณสมบัติเฉพาะทางมากขึ้น โดยยางล้อกลุ่มนี้มีราคาเฉลี่ยสูงกว่ายางล้อทั่วไปประมาณ 1.2-1.5 เท่า ทำให้มีมูลค่าเพิ่มต่อหน่วยสูงกว่า

สำหรับสถานการณ์การค้ายางล้อรถยนต์นั่งของโลก รหัส HS 4011.10 ในปี 2567 พบว่า มูลค่าส่งออกรวมอยู่ที่ 51,890.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.15% จากปีก่อนหน้า โดยประเทศผู้ส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน 8,984.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เยอรมนี 4,164.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทย 3,795.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าไทยยังอยู่ในกลุ่มผู้นำการส่งออกยางล้อรถยนต์นั่งของโลก

ขณะที่การนำเข้ายางล้อรถยนต์นั่งของโลกมีมูลค่า 49,484.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.27% โดยประเทศผู้นำเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 9,745.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เยอรมนี 5,376.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และฝรั่งเศส 3,187.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนสถานการณ์การค้ายางล้อรถยนต์นั่งของไทยในปี 2568 มีมูลค่าส่งออก 3,875.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.12% จากปีก่อนหน้า โดยตลาดส่งออกหลัก 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 1,997.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกาหลีใต้ 316.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และญี่ปุ่น 204.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ไทยยังมีแนวโน้มขยายการส่งออกไปตลาดใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่การนำเข้ายางล้อรถยนต์นั่งของไทยมีมูลค่า 262.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.86% โดยแหล่งนำเข้าหลัก 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน 76.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่น 46.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอินโดนีเซีย 22.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายนันทพงษ์กล่าวว่า จากการวิเคราะห์พบว่า ไทยอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์นั่ง ทั้งในด้านความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ หรือ Revealed Comparative Advantage (RCA) ที่สะท้อนความสามารถการแข่งขันของไทยอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับบทบาทการเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญในตลาดโลก

ความได้เปรียบดังกล่าวมาจากพื้นฐานสำคัญ คือ ไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก มีฐานการผลิตยางล้อของผู้ผลิตทั้งไทยและต่างชาติที่ตั้งโรงงานในประเทศ รวมถึงมีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการผลิตยางล้อรถยนต์นั่งของไทยในช่วงปี 2559-2568 มีอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงต่อเนื่อง อยู่ที่ 69-92% แสดงถึงศักยภาพการผลิตที่อยู่ในระดับสูง และยังมีพื้นที่รองรับการเติบโตตามความต้องการยางล้อรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ประเทศไทยอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางส่งเสริมการเปลี่ยนรถยนต์เก่าเป็นรถยนต์ใหม่ ภายใต้มาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่ 2569” ซึ่งยังต้องพิจารณารายละเอียดในหลายมิติ โดยหากออกแบบมาตรการได้อย่างเหมาะสม อาจเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการบริโภคยางล้อรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ และต่อยอดความได้เปรียบของไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนี้ในระยะต่อไป

นายนันทพงษ์กล่าวว่า ดีมานด์ยางล้อโลกที่กำลังเปลี่ยนไปสู่สินค้าสมรรถนะสูง ถือเป็นโอกาสสำคัญให้ไทยเพิ่มการผลิตจากยางล้อรถยนต์ทั่วไปไปสู่ยางล้อรถยนต์ EV ซึ่งจะช่วยให้ไทยรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกได้ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางการค้า กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม ไทยมีแต้มต่อสำคัญทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความพร้อมของอุตสาหกรรม ซึ่งเอื้อต่อการต่อยอดไปสู่ตลาดยางล้อสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ามูลค่าสูงได้อย่างมีศักยภาพ

สนค.จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายภายใต้แนวทาง “ทำตาม-ทำเพิ่ม-ทำต่าง” เพื่อส่งเสริมยางล้อไทยไปสู่ยางสมรรถนะสูงที่มีมูลค่าเพิ่ม และยกระดับไทยเป็นฐานผลิตยางล้อรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค

แนวทางแรก “ทำตาม” หรือ Align with Standards คือ ภาคเอกชนควรยกระดับผลิตภัณฑ์และระบบคุณภาพสู่มาตรฐานยางล้อรถยนต์นั่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยกำหนดแผนปรับแบบและสูตรยางให้สอดคล้องกับข้อกำหนดเชิงเทคนิค ขณะที่ภาครัฐควรส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบ วิจัย และการรับรองมาตรฐาน รวมถึงให้กระทรวงพาณิชย์จัดทำระบบเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมต่อมาตรการทางการค้าในตลาดหลัก ผ่านชุดมาตรการเชิงรุกสำหรับผู้ส่งออก

แนวทางที่สอง “ทำเพิ่ม” หรือ Strategic Expansion คือ ภาคเอกชนควรปรับโครงสร้างจากการผลิตเชิงปริมาณไปสู่ยางสมรรถนะสูง และพัฒนาความร่วมมือแบบ Co-develop หรือ Co-design กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ขณะที่ภาครัฐควรต่อยอดมาตรการส่งเสริมการลงทุนไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานยางล้อรถยนต์ EV ให้เกิดการใช้จริง โดยเชื่อมโยงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต่างชาติกับผู้ผลิตยางล้อและวัตถุดิบไทยในระยะยาว

พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ควรลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลัก ด้วยการกระจายตลาดและใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA รวมถึงจัดทำแผนกระจายตลาดส่งออกเชิงรุก เพื่อบริหารความเสี่ยงทางการค้า

แนวทางที่สาม “ทำต่าง” หรือ Differentiate with Thai Strengths คือ ภาคเอกชนควรวางตำแหน่งสินค้าเป็น “ยางล้อรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมจากยางธรรมชาติไทย” พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ภาครัฐควรยกระดับห่วงโซ่อุปทาน “ยางพารา-ยางแปรรูป-ยางล้อรถยนต์นั่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า” ให้เป็นฐานมูลค่าเพิ่มในประเทศ

ส่วนกระทรวงพาณิชย์ควรใช้ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของไทยเป็นฐานยกระดับการส่งเสริมการค้าเชิงคุณภาพ โดยรักษาตลาดหลักที่ไทยมีความได้เปรียบสูง เช่น สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ควบคู่กับการเจาะตลาดใหม่ ทั้งสหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง และอาเซียน พร้อมผลักดันการสร้างแบรนด์ของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก

ที่มา https://www.prachachat.net/economic/news-2014459


















29/05/2026