พิพัฒน์ ดันใช้แบริเออร์ยางพารา ลดอุบัติเหตุ เตรียมของบปี 70-71 ขยายติดตั้งทั่วประเทศ


พิพัฒน์ ดันใช้แบริเออร์ยางพารา ลดอุบัติเหตุ เตรียมของบปี 70-71 ขยายติดตั้งทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย ภายหลังมอบนโยบายแก่ กรมทางหลวงชนบท ว่า การมอบนโยบายแก่กรมทางหลวงชนบทครั้งนี้ จะเน้นการยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน ควบคู่กับการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่านการผลักดันการใช้ “ยางพารา” ในอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยและงานก่อสร้างทาง เพื่อเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตยางพาราไทย

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยมีการดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ โดยมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง และเพิ่มการใช้ยางพาราในโครงการภาครัฐ

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมมีแนวคิดนำยางพารามาใช้เคลือบอุปกรณ์ป้องกันอุบัติเหตุบริเวณขอบทางและแนวกั้นทางโค้ง ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างโลหะ หากเพิ่มชั้นยางพาราเข้าไป จะช่วยลดแรงกระแทกและลดความรุนแรงของการบาดเจ็บได้ โดยผลการทดสอบพบว่าสามารถช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้ประมาณ 40%

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หลังจากนี้จะเดินหน้าฟื้นโครงการดังกล่าวกลับมาใช้อีกครั้ง โดยได้หารือร่วมกับสหกรณ์ผู้ผลิตยางพาราแล้ว 2 รอบ และเตรียมเชิญสหกรณ์ทั้ง 29 แห่งกลับมาหารือเพิ่มเติมที่กระทรวงคมนาคม เพื่อยืนยันความพร้อมในการผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ยางพาราในโครงการของภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังมีแผนสนับสนุนให้สหกรณ์ลงทุนด้านเครื่องจักรและการผลิต เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต โดยจะกำหนดมาตรฐานการผลิต การควบคุมคุณภาพ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างชัดเจน พร้อมตั้งคณะกรรมการและประสานความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัย เพื่อกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์และทดสอบประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป กระทรวงคมนาคมเตรียมนำงบประมาณเหลือจ่ายปี 2570 มาเริ่มดำเนินโครงการในพื้นที่นำร่องก่อน โดยจะให้ความสำคัญกับเส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและจุดเสี่ยงเป็นลำดับแรก ก่อนเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นทางการในปี 2571 ทั้งในส่วนของ กรมทางหลวงชนบท และ กรมทางหลวง เพื่อขยายผลในวงกว้างทั่วประเทศ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันราคายางพาราจะอยู่ในระดับประมาณกิโลกรัมละ 80 บาท เนื่องจากเป็นช่วงยางผลัดใบและผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย แต่ต้นทุนที่คุ้มค่าต่อการลงทุนอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 58 บาท ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวจะช่วยทั้งด้านความปลอดภัยทางถนน การลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ การเพิ่มมูลค่ายางพารา และการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน กรมทางหลวงชนบทยังเดินหน้านำเทคโนโลยีและวัสดุที่ช่วยประหยัดพลังงานมาใช้ในการก่อสร้าง อาทิ การใช้แอสฟัลต์ผสมอุ่น (Warm Mix Asphalt) ซึ่งใช้กระบวนการผลิตที่อุณหภูมิต่ำกว่าปกติ ช่วยลดการใช้พลังงาน แต่ยังคงมาตรฐานคุณภาพและความทนทานของผิวทางเช่นเดิม รวมถึงการใช้แบริเออร์ยางเพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ ทั้งบริเวณทางตรงและทางโค้ง ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วในหลายพื้นที่

นายพิพัฒน์ ระบุว่า ขณะเดียวกันกรมทางหลวงชนบทยังมีแผนทยอยเปลี่ยนหลอดไฟส่องสว่างเดิมที่ใช้งานมานานและเสื่อมสภาพเป็นหลอด LED เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว จากการสำรวจพบว่ามีหลอดไฟที่ต้องเปลี่ยนจำนวนประมาณ 800,000 ดวง ใช้งบประมาณเฉลี่ยดวงละมากกว่าหนึ่งหมื่นบาท โดยคาดว่าจะใช้งบจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในการดำเนินการ นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้กรมทางหลวงชนบทเฝ้าระวังปัญหาการลักขโมยสายไฟและหม้อแปลงไฟฟ้าตามแนวถนน ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นซ้ำในหลายพื้นที่ แม้บางจุดจะมีการเทคอนกรีตป้องกันแล้วก็ตาม โดยหม้อแปลงแต่ละลูกมีมูลค่ากว่า 170,000 บาท ส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าส่องสว่างและงบประมาณภาครัฐ

ด้าน นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดใช้พลังงานในทุกหน่วยงานภาครัฐ ทั้งการบริหารจัดการใช้ไฟฟ้า การปิดเครื่องปรับอากาศในช่วงเวลาที่ไม่จำเป็น รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานด้านระบบไฟฟ้าส่องสว่างบนถนนสายต่าง ๆ ของกรมทางหลวงชนบท โดยได้มอบนโยบายให้พิจารณาปรับลดการเปิดไฟฟ้าส่องสว่างบางช่วงในพื้นที่ที่มีปริมาณการจราจรต่ำกว่า 60 คันต่อชั่วโมง แต่ย้ำว่าจุดเสี่ยง จุดทางโค้ง จุดแยก และพื้นที่ชุมชนยังต้องเปิดไฟเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ขณะที่ถนนสายหลัก เช่น ถนนราชพฤกษ์ จะไม่มีการปิดไฟฟ้าส่องสว่าง ส่วนถนนในเขตชุมชนจะเปิดไฟจนถึงเวลา 22.00 น. ก่อนประเมินปริมาณการจราจรในช่วงเวลากลางคืนอีกครั้ง

ที่มา https://www.matichon.co.th/economy/news_5713539


















12/05/2026