EV จีนยังไกลชิ้นส่วนไทย ส.อ.ท.หวังญี่ปุ่นดันไฮบริด ประคองช่วงเปลี่ยนผ่าน


EV จีนยังไกลชิ้นส่วนไทย ส.อ.ท.หวังญี่ปุ่นดันไฮบริด ประคองช่วงเปลี่ยนผ่าน

key points
  • ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยยังไม่สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของค่ายรถยนต์ EV จีนได้ โดยมีสัดส่วนเกือบ 0% เนื่องจากปัญหาด้านต้นทุนที่สูงกว่าการนำเข้า และค่ายรถจีนมักนำซัพพลายเออร์ของตนเองเข้ามาตั้งโรงงานในไทย 
  • กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของรถ EV มากนัก เนื่องจากยังได้รับการสนับสนุนจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น (กลุ่ม Non-Chinese) ที่ปรับรูปแบบการผลิตเป็นรถยนต์ไฮบริดซึ่งยังคงได้รับความนิยม
  • ยอดการผลิตรถยนต์ของกลุ่มที่ไม่ใช่ค่ายจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ไฮบริด ยังคงทรงตัวหรือขยายตัวเล็กน้อย (1-2%) จึงช่วยประคองอุตสาหกรรมชิ้นส่วนในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี
  • ส.อ.ท. วางแผนให้ผู้ประกอบการปรับตัวไปสู่ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เครื่องมือแพทย์ ระบบราง และอากาศยาน เพื่อสร้างรายได้ใหม่และลดการพึ่งพิงอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม แม้รายได้ส่วนนี้จะยังไม่ถึง 5% ก็ตาม
ด้วยบริบทของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ประสบกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการผลิต (Technology Disruption) รวมถึงมีการออกมาตรการที่ชัดเจนว่าตั้งแต่ปี 2573 (ค.ศ. 2030) จะมีการขายยานยนต์ประเภทสันดาปภายในให้ลดลง โดยเฉพาะในประเทศยุโรปและสหรัฐ

ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเตรียมพร้อมและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการรักษาและต่อยอดความเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก การสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนสมัยใหม่ เตรียมพร้อมสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

นายสุพจน์ สุขพิศาล เลขาธิการ Cluster of FTI Future Mobility-ONE และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมและทิศทางของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยท่ามกลางกระแสการหลั่งไหลเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยอุตสาหกรรมยังคงยึดแผนเดิมในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจไปสู่ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แบ่งเป็น

1. ผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดยผลิตสินค้าที่มีความเสี่ยงทางการแพทย์ไม่สูงมากนัก

2. กลุ่มที่เป็นหุ่นยนต์ ด้วยโมเดลที่คล้ายกับรถยนต์ แต่ปัญหาของหุ่นยนต์ไทยนั้นจะกลับไปในเรื่องเดิมที่ว่า ทำได้แต่ขายไม่ได้ เพราะคนไทยไม่ค่อยเชื่อถือ และไปเชื่อต่างชาติมากกว่า

3. ชิ้นส่วนอากาศยาน ปัจจุบันยังติดปัญหาไม่ใช้ชิ้นส่วนในไทย อีกทั้งธุรกิจที่เป็นชิ้นส่วนอากาศยานจะเป็นระบบปิดโดยจะต้องไปอนุมัติ ส.อ.ท.จะพยายามหารือเพื่อให้เกิดโครงการสนับสนุนขึ้นมาใหม่ เพื่อจะเข้าไปเป็นซัพพลายเชนต่อไป

4. ชิ้นส่วนระบบราง จากนโยบายรัฐบาลมีรถไฟความเร็วสูง รถไฟความเร็วคู่ทั่วประเทศ ฯลฯ จึงมองว่าในส่วนของห้องโดยสารโบกี้รถไฟก็สามารถออกแบบให้สวยหรูเหมือนรถบริการเอกชนได้ ทั้งเบาะนั่ง ราวจับ ที่วางกระเป๋า ไฟ หรือแอร์ ดังนั้น หากรัฐบาลลงมาดูรายละเอียดและช่วยกันทำมาตรฐาน ผู้ประกอบการไทยได้เข้าไปทดสอบให้ได้ตามมาตรฐานผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศก็ต้องทำได้อยู่แล้ว

5. อาฟเตอร์มาร์เก็ต หรือที่เรียกว่าสแปร์พาร์ท เช่น โช๊คอัพ ผ้าเบรก ใบปัดน้ำฝน ไส้กรองต่างๆ ที่เป็นชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งชิ้นส่วนมี 2 ตลาด ทั้ง OEM และ REM โดย REM เป็นต้น

ยันเทรนด์อีวีไม่กระทบยังมีไฮบริดหนุน
นายสุพจน์ กล่าวว่า ก่อนอื่นเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น จึงได้แบ่งกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มผู้ผลิตจีน (Chinese) และกลุ่มผู้ผลิตเดิมที่ไม่ใช่จีน (Non-Chinese) โดยในปีที่ผ่านมา มียอดการผลิตรวมของทั้ง 2 กลุ่มอยู่ที่ประมาณ 1.46 ล้านคัน แบ่งเป็นกลุ่มจีน 1.1 แสนคัน (รวม Hybrid) และกลุ่ม Non-Chinese 1.35 ล้านคัน

สำหรับสถานการณ์ผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ ปีนี้ คาดว่าใกล้เคียงปีที่แล้ว และอาจจะดีขึ้นเล็กน้อย เพราะยอดผลิตรถยนต์ยนต์มีการปรับเป้ารวมจาก 1.46 ล้านคัน เป็น 1.50 ล้านคัน โดยสัดส่วนของกลุ่ม Non-Chinese จะอยู่ใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งถือว่าทรงตัวหรือขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนประมาณ 1-2%

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยแทบจะยังไม่สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของค่ายรถยนต์จีนได้เลย หรือมีสัดส่วนเข้าใกล้ 0% เนื่องจากติดปัญหาด้านต้นทุนที่ไทยยังแพงกว่าการนำเข้าจากจีน รวมถึงค่ายรถยนต์จีนมักนำซัพพลายเออร์ของตนเองเข้ามาตั้งโรงงานในไทย ซึ่งยังสามารถทำราคาได้ถูกกว่าผู้ประกอบการไทย

“ดังนั้น กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ จึงไม่ได้รับผลกระทบกับการเพิ่มขึ้นของรถอีวีมากนัก เพราะหลักๆ ยังเป็นค่ายญุ่ปุ่นที่ปรับรูปแบบการผลิตเป็นรถยนต์กลุ่มไฮบริดที่ยังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้”

คืบหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจใหม่
อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนการปรับตัวไปสู่ 5 กลุ่มธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมอากาศยาน, รางรถไฟ และเครื่องมือแพทย์ ถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยยังคงเดินหน้าตามแผนเดิมและเริ่มมีความคืบหน้าเล็กน้อย แม้ว่าปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่จะยังไม่ถึง 5% ของพอร์ตโฟลิโอทั้งหมดและยังไม่สามารถทดแทนรายได้หลักเดิมได้ แต่เริ่มเห็นสัญญาณบวกในบางกลุ่ม เช่น

1.อุตสาหกรรมอากาศยาน มีสมาชิกบางรายเริ่มได้รับคำสั่งซื้อชิ้นส่วนอากาศยานแล้ว

2. อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงถึง 90,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเริ่มมีการเข้าไปเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน (Component) ให้กับผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ ด้วยกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ ไทยมีศักยภาพสูงในการข้ามสายพันธุ์สู่เครื่องมือแพทย์ โดยกลุ่ม Tier 2-3 สามารถผลิตอุปกรณ์ความเสี่ยงต่ำ เช่น รถเข็นผู้ป่วย เตียงไฟฟ้า หรือชิ้นส่วนพลาสติกและยางเกรดทางการแพทย์ เช่น จุกหลอดเลือด ขณะที่ผู้ผลิต Tier 1 ที่มีเทคโนโลยีสูงสามารถขยายสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์ที่ซับซ้อน เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับการวินิจฉัยโรค

3. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มีการขยายตัวตามการย้ายฐานโรงงานผลิต PCB ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ใช้ในเครื่องจักรเหล่านั้น

4. อุตสาหกรรมราง ถือเป็นกลุ่มที่มีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากที่สุด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการร่วมกับสถาบันเทควิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (สทร.) กระทรวงคมนาคม เพื่อทำ Master Drawing หรือพิมพ์เขียวต้นแบบ (Blueprint) ของรถไฟที่จะผลิตในประเทศไทย แม้จะยังไม่เกิดการซื้อขายจริงในปีนี้หรือปีหน้าเนื่องจากอยู่ในขั้นตอนทางวิศวกรรม แต่จะเป็นเส้นทางสำคัญในการสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตไทยในอนาคต,

นายสุพจน์ กล่าวย้ำว่า ส.อ.ท. ได้นำเสนอแผนการดำเนินงานแบบ Multiple Track หรือการเดินหน้าหลายเส้นทางพร้อมกันต่อฝ่ายวิชาการของทุกพรรคการเมือง เพื่อให้เกิดการยอมรับและสานต่อแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประคองอุตสาหกรรมให้ก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีนี้ไปให้ได้อย่างมั่นคง

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/economics/1219974


















12/02/2026