ยางวอนรัฐดูแลอุตฯทั้งระบบ ต้นทุนสูง-ผลผลิตต่อไร่ต่ำ
ชาวสวนยางชี้ราคายางพาราไทยแข่งขันลำบาก ต้นทุนสูง-ผลผลิตต่ำกว่ามาเลย์-อินโดฯ ฝากรัฐบาลใหม่ดูแลอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ชี้ไทยได้เปรียบคู่แข่ง แถมผู้ซื้อมั่นใจในคุณภาพ
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ผลผลิตยางพาราขณะนี้ถือว่าเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมากที่สุด โดยต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ที่ราคา 63.64 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าสูง หากเทียบกับคู่แข่ง แต่จากนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน จะเป็นช่วง “ปิดหน้ายาง” เนื่องจากต้นยางเริ่มผลัดใบ ผลผลิตจะออกน้อย แต่เมื่อดูการส่งออกยางพาราของไทยถือว่ายังคงส่งออกน้อยเนื่องจากราคาสูงกว่ามาเลเซีย และอินโดนีเซีย
“ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าราคายางพาราในประเทศยังไม่ถูกแก้ไข รวมไปถึงพันธุ์ยางพาราที่ให้ผลผลิตมากก็ไม่ได้ถูกส่งเสริม ผลผลิตเรายังอยู่ที่ 220 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่คู่แข่งได้มากถึง 400 กิโลกรัมต่อไร่”
ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ สิ่งที่ภาคเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มยางพาราต้องการให้เข้ามาดูแลอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ส่วนใหญ่พบว่ารัฐบาลดูแลเฉพาะพ่อค้า และยังให้ความสำคัญเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เทคโนโลยีสูงจนเกินไป อีกทั้งยังมองว่ากลุ่มภาคเกษตรกรรมของไทยได้เปรียบกว่าหลายประเทศ เนื่องจากไทยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบต่อภัยธรรมชาติมาก ดินมีความอุดมสมบูรณ์ และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลกได้ และให้เกษตรกรเพาะปลูกสินค้าที่มีคุณภาพ เป็นสินค้าเกษตรปลอดภัยไม่มีสารเคมี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และเป็นที่ยอมรับจากคนทั่วโลก
อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหากสินค้าเกษตรไทยดีมีคุณภาพ แม้ราคาจะสูงก็ยังมั่นใจว่าผู้บริโภคยอมที่จะตัดสินใจซื้อ เพื่อให้ได้สุขภาพที่ดี นี่คือสิ่งเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ ดีกว่าที่จะนำงบประมาณมาใช้โดยไม่เกิดความคุ้มค่าในระบบอุตสาหกรรมเกษตรในระยะยาว เช่น โครงการประกันรายได้ก็ไม่จำเป็น และที่สำคัญ โลกกำลังใส่ใจเรื่องของการปล่อยก๊าซด้วย
รายงานข่าวระบุว่า สำหรับสถานการณ์ราคายางพาราในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คาดการณ์แนวโน้มทรงตัวถึงปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย เคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 58-63 บาท อาทิ ยางแผ่นดิบ ราคา 58.50-59.50 บาท/กก. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาปิดตลาดเฉลี่ย 60.60-62.50 บาท/กก. น้ำยางสด ราคา 52.50- 58.50 บาท/กก. ยางก้อนถ้วย (เศษยาง) ราคา 54.00-54.35 บาท/กก ขณะที่จังหวัดที่มีผลผลิตยางพาราสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง และบึงกาฬ
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากปัจจัยสำคัญจากปริมาณผลผลิตลดลง เนื่องจากกำลังเข้าสู่ช่วงที่ยางเริ่มผลัดใบในหลายพื้นที่ ทำให้ปริมาณน้ำยางออกสู่ตลาดน้อยลง เป็นปัจจัยบวกที่หนุนราคาให้ทรงตัวหรือขยับขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังมีผลมาจากการบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR (ยางที่ตรวจสอบย้อนกลับได้) ซึ่งเริ่มมีผลต่อส่วนต่างราคา โดยยางที่ผ่านมาตรฐาน EUDR มักจะมีราคาปิดตลาดที่สูงกว่ายางทั่วไป ความต้องการจากต่างประเทศแม้มีความต้องการจากอุตสาหกรรมยานยนต์ในเอเชีย แต่ตลาดยังคงมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและการแข่งขันจากยางสังเคราะห์ที่มีราคาถูกกว่า
ที่มา https://www.prachachat.net/economy/news-1962744