จีนเตรียมเก็บภาษีถุงยาง-ยาคุม 13% หวังกระตุ้นอัตราการเกิด
รัฐบาลจีนเตรียมเปลี่ยนนโยบายด้านประชากรครั้งสำคัญ โดยประกาศเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 13% กับถุงยางอนามัยและยาคุมกำเนิดทุกชนิด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป หลังจากที่สินค้าคุมกำเนิดได้รับการยกเว้นภาษีต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมีบุตรมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ประชากรจีนที่ลดลงต่อเนื่องและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว
ในอดีต จีนเคยใช้นโยบายควบคุมการเกิดอย่างเข้มงวด โดยสนับสนุนการเข้าถึงอุปกรณ์คุมกำเนิดและยกเว้นภาษีมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป รัฐบาลจึงหันมาใช้นโยบายส่งเสริมการมีบุตรแทน โดยมองว่าการยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษีของสินค้าคุมกำเนิด อาจช่วยลดแรงจูงใจในการคุมกำเนิดและเพิ่มโอกาสการเกิดในระยะยาว
นอกจากการเก็บภาษีถุงยางและยาคุมกำเนิดแล้ว รัฐบาลจีนยังออกมาตรการเสริมควบคู่กัน เช่น การยกเว้นภาษีบริการดูแลเด็กและสถานรับเลี้ยงเด็ก การเพิ่มเงินอุดหนุนรายปีสำหรับเด็กแรกเกิด รวมถึงการขยายสิทธิการลาคลอดและสวัสดิการด้านครอบครัว เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากตั้งคำถามถึงประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าการขึ้นภาษีอุปกรณ์คุมกำเนิดอาจไม่สามารถแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำได้ตรงจุด เนื่องจากปัจจัยหลักที่ทำให้คนหนุ่มสาวไม่พร้อมมีลูกคือค่าครองชีพที่สูง ความกดดันด้านการทำงาน และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ มากกว่าการเข้าถึงการคุมกำเนิด
ขณะเดียวกัน ยังมีความกังวลด้านสาธารณสุขและความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากการเพิ่มราคาถุงยางและยาคุมอาจทำให้ประชาชนรายได้น้อยเข้าถึงการคุมกำเนิดได้ยากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ หรือเพิ่มความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในสังคม สื่อและผู้เชี่ยวชาญมองว่า ปัญหาประชากรของจีนเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน การแก้ไขอาจต้องอาศัยนโยบายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สวัสดิการ และวัฒนธรรมการทำงาน มากกว่ามาตรการด้านภาษีเพียงอย่างเดียว โดยผลลัพธ์ของนโยบายใหม่นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
ที่มา BBC
ที่มา https://www.sanook.com/chinanews/362/